Skip to content
Advertisement
You are here: Home arrow บทความภาษี arrow Slip Credit ใช้หักภาษีได้หรือไม่??
Slip Credit ใช้หักภาษีได้หรือไม่?? พิมพ์ อีเมล์
Average user rating    (0 vote)
Views 4294    

Slip Credit ใช้หักภาษีได้หรือไม่??

เกร็ดความรู้นักบัญชี

 

        ทุก วันนี้บัตรเครดิตได้กระจายสู่มือผู้บริโภคค่อนข้างมากหลายล้านใบ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีงานทำ มีรายได้ประจำในประเทศไทยของเราจึงถือบัตรเครดิตเกือบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้นบัตรเครดิตต่างๆ ได้ออกรายการส่งเสริมการขายให้ผู้ประกอบธุรกิจถือบัตรเครดิตเกือบทุกคนถือ บัตรมากขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมรายปีฟรี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าฟรี สะสมแต้มจากการใช้บัตรเครดิต ทำให้บางคนถือบัตรเครดิต 3 -5 ใบที่ออกโดยสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (NON –BANK)

        เนื่องจากการออก บัตรเครดิตกำหนดรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ทำให้บางรายมีบัตรเครดิตหลายใบ แต่บริหารไม่เป็นก่อหนี้ยืมสินจากบัตรเครดิตเป็นจำนวนมาก ผลสุดท้ายก็ต้องถูกฟ้องร้องหนี้ที่ก่อจากบัตรเครดิตเกินตัว การใช้บัตรเครดิตจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฝ่ายคือ

  1. “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” หมายถึง ผู้ประกอบการที่ออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตร เพื่อใช้ชำระราคาสินค้า ค่าบริการ หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ จากบัตรเครดิต โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ชำระราคาสินค้า หรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตรแทนผู้ถือบัตรก่อน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรต้องชำระค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในบัตรเครดิตนั้น
  2. “ผู้ถือบัตร” หมายถึง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งได้รับการออกบัตรเครดิต เพื่อใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตร หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ จากบัตรเครดิต นอกจากนี้ให้หมายความรวมถึง ผู้ที่ได้รับการออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมด้วย
  3. “ผู้รับบัตร” หมายถึง ผู้ประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการซึ่งตกลงรับชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการด้วยบัตรเครดิตจากผู้ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

อย่างไรก็ตาม การถือบัตรเครดิต 1 ใบ “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” จะรับประโยชน์หรือรายได้จาก “ผู้ถือบัตร” หรือ “ผู้รับบัตร” มากมายหลายประการด้วยกัน เช่น

 

  • ค่าธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิกบัตร เครดิตของผู้ถือบัตร เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Membership Fee) ค่าธรรมเนียมรายปี (Annual Fee) ค่าทำบัตรใหม่
  • ค่าธรรมเนียมการขอเอกสารเกี่ยวกับบัตรเครดิต
  • ค่า ธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ ในการให้บริการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรได้ไม่ เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ไม่ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจะเรียกชื่ออย่างใดก็ตาม เช่น Cash advance fee ATM service fee (สำหรับบัตรเครดิต) Transaction fee ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าของผู้ถือบัตรไทยในต่างประเทศ
  • ค่าบริการใช้เครื่องรูดบัตรที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตรายอื่น
  • ส่วนลด (Discount revenue) ที่ได้รับร้านค้าสมาชิกในประเทศและต่างประเทศ
  • ค่าตอบแทนที่ได้รับจากผู้รับบัตร เนื่องจากการจัดรายส่งเสริมการขายร่วมกัน
  • ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตามทวงถามการชำระหนี้จากบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงินจากบัตรเครดิตเรียกเก็บจากผู้ถือบัตร
  • ส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บัตรเครดิต (Billing credit)

        หากผู้ใช้บัตรเครดิตเป็นบุคคล ธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อมีการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งจะได้รับหลักฐานการใช้บัตรเครดิตกับ ร้านค้าต่างๆ เป็นสลิปบัตรเครดิต (Slip) จะนำสลิปบัตรเครดิตเป็นหลักฐานการจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงิน ได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้

        เนื่องจาก สลิปบัตรเครดิตไม่ใช่หลักฐานการจ่ายเงินตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากมีการใช้บัตรเครดิตเกิดขึ้น และต้องการหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีอากรจะต้องขอหลักฐานการ จ่ายเงิน เช่น บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน หรืใบกำกับภาษี ซึ่งหลักฐานดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้ และเอกสารดังกล่าวต้องระบุผู้จ่ายเงินในนามของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลพร้อมที่อยู่ตามที่จดทะเบียนไว้กับสรรพากร

คำที่ใช้ค้นหา

ภาษี เครดิต สลิป

ที่มา : www.manager.co.th

Last update: 03-07-2009 15:19

Published in : Article, บทความภาษี
Quote this article in website Favoured Print Send to friend Related articles Save this to del.icio.us

Users' Comments (0)

No comment posted

Add your comment



mXcomment 1.0.5 © 2007-2017 - visualclinic.fr
License Creative Commons - Some rights reserved
 
Advertisement
Advertisement
Advertisement

ชมสาธิต myAccount

Average user rating    (0 vote)
Views 4294    

Slip Credit ใช้หักภาษีได้หรือไม่??

เกร็ดความรู้นักบัญชี

 

        ทุก วันนี้บัตรเครดิตได้กระจายสู่มือผู้บริโภคค่อนข้างมากหลายล้านใบ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีงานทำ มีรายได้ประจำในประเทศไทยของเราจึงถือบัตรเครดิตเกือบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้นบัตรเครดิตต่างๆ ได้ออกรายการส่งเสริมการขายให้ผู้ประกอบธุรกิจถือบัตรเครดิตเกือบทุกคนถือ บัตรมากขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมรายปีฟรี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าฟรี สะสมแต้มจากการใช้บัตรเครดิต ทำให้บางคนถือบัตรเครดิต 3 -5 ใบที่ออกโดยสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (NON –BANK)

        เนื่องจากการออก บัตรเครดิตกำหนดรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ทำให้บางรายมีบัตรเครดิตหลายใบ แต่บริหารไม่เป็นก่อหนี้ยืมสินจากบัตรเครดิตเป็นจำนวนมาก ผลสุดท้ายก็ต้องถูกฟ้องร้องหนี้ที่ก่อจากบัตรเครดิตเกินตัว การใช้บัตรเครดิตจะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฝ่ายคือ

  1. “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” หมายถึง ผู้ประกอบการที่ออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตร เพื่อใช้ชำระราคาสินค้า ค่าบริการ หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ จากบัตรเครดิต โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ชำระราคาสินค้า หรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตรแทนผู้ถือบัตรก่อน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรต้องชำระค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในบัตรเครดิตนั้น
  2. “ผู้ถือบัตร” หมายถึง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งได้รับการออกบัตรเครดิต เพื่อใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตร หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ จากบัตรเครดิต นอกจากนี้ให้หมายความรวมถึง ผู้ที่ได้รับการออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมด้วย
  3. “ผู้รับบัตร” หมายถึง ผู้ประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการซึ่งตกลงรับชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการด้วยบัตรเครดิตจากผู้ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

อย่างไรก็ตาม การถือบัตรเครดิต 1 ใบ “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” จะรับประโยชน์หรือรายได้จาก “ผู้ถือบัตร” หรือ “ผู้รับบัตร” มากมายหลายประการด้วยกัน เช่น

 

  • ค่าธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิกบัตร เครดิตของผู้ถือบัตร เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Membership Fee) ค่าธรรมเนียมรายปี (Annual Fee) ค่าทำบัตรใหม่
  • ค่าธรรมเนียมการขอเอกสารเกี่ยวกับบัตรเครดิต
  • ค่า ธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ ในการให้บริการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรได้ไม่ เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ไม่ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจะเรียกชื่ออย่างใดก็ตาม เช่น Cash advance fee ATM service fee (สำหรับบัตรเครดิต) Transaction fee ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าของผู้ถือบัตรไทยในต่างประเทศ
  • ค่าบริการใช้เครื่องรูดบัตรที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตรายอื่น
  • ส่วนลด (Discount revenue) ที่ได้รับร้านค้าสมาชิกในประเทศและต่างประเทศ
  • ค่าตอบแทนที่ได้รับจากผู้รับบัตร เนื่องจากการจัดรายส่งเสริมการขายร่วมกัน
  • ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตามทวงถามการชำระหนี้จากบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงินจากบัตรเครดิตเรียกเก็บจากผู้ถือบัตร
  • ส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บัตรเครดิต (Billing credit)

        หากผู้ใช้บัตรเครดิตเป็นบุคคล ธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อมีการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งจะได้รับหลักฐานการใช้บัตรเครดิตกับ ร้านค้าต่างๆ เป็นสลิปบัตรเครดิต (Slip) จะนำสลิปบัตรเครดิตเป็นหลักฐานการจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเงิน ได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้

        เนื่องจาก สลิปบัตรเครดิตไม่ใช่หลักฐานการจ่ายเงินตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากมีการใช้บัตรเครดิตเกิดขึ้น และต้องการหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีอากรจะต้องขอหลักฐานการ จ่ายเงิน เช่น บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน หรืใบกำกับภาษี ซึ่งหลักฐานดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้ และเอกสารดังกล่าวต้องระบุผู้จ่ายเงินในนามของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลพร้อมที่อยู่ตามที่จดทะเบียนไว้กับสรรพากร

คำที่ใช้ค้นหา

ภาษี เครดิต สลิป

ที่มา : www.manager.co.th

Last update: 03-07-2009 15:19

Published in : Article, บทความภาษี
Quote this article in website Favoured Print Send to friend Related articles Save this to del.icio.us

Users' Comments (0)

No comment posted

Add your comment



mXcomment 1.0.5 © 2007-2017 - visualclinic.fr
License Creative Commons - Some rights reserved

บริษัท โปรซอฟท์ ฯ ขอเชิญผู้บริหารและผู้ที่สนใจ เข้าร่วม ชมสาธิตโปรแกรม myaccount ที่ศูนย์ฝึกอบรมโปรซอฟท์ เพื่อให้ท่านมั่นใจในประสิทธิภาพของโปรแกรมก่อนการตัดสินใจซื้อ

Login Form






ลืมรหัสผ่าน?