Skip to content
Advertisement
You are here: Home arrow News arrow บริษัทห้างหุ้นส่วนกับบุคคลธรรมดา
บริษัทห้างหุ้นส่วนกับบุคคลธรรมดา พิมพ์ อีเมล์
 

 

บริษัทห้างหุ้นส่วนกับบุคคลธรรมดา


จากบทความเรื่องนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนมีเสียงตอบรับจากท่านผู้อ่านพอสมควร และมีคำถามเพิ่มเติมว่า แล้วเมื่อไรควรจะเปลี่ยนจากการประกอบธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดาเจ้าของคนเดียวเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ขอเรียนว่า ปัจจัยที่จะใช้ในการตัดสินใจเลือกรูปแบบของธุรกิจมีอยู่หลายต่อหลายปัจจัย อาทิ คู่ค้าหรือคู่สัญญากำหนดให้เราต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจึงจะทำธุรกิจด้วย เช่นนี้ ก็ต้องรีบจัดแจงแต่งตัวใหม่ให้เป็นบริษัทหรือห้างฯ ซึ่งแน่นอนว่า ภาระที่ตามมา ก็คือ ความมีมาตรฐานสากล ที่คู่กันมากับความเป็นบริษัทหรือห้างฯ อันได้แก่ มาตรฐานการบัญชี ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบัญชี ของกระทรวงพาณิชย์ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำหลักฐานและบันทึกบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงทางธุรกิจ เพื่อใช้ข้อมูลทางการเงินในการตัดสินใจ

นอกเหนือจากปัจจัยความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ โดยการจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือ แกป (GAAP) แล้ว ปัจจัยการขจัดความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยการเป็นบริษัทจำกัด หรือหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด และผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ให้รับผิดเฉพาะมูลค่าหุ้นหรือหุ้นส่วนที่ยังชำระไม่ครบตามมูลค่าหุ้นหรือความเป็นหุ้นส่วนเท่านั้น

หากชำระเต็มมูลค่าหุ้นหรือหุ้นส่วนที่จดทะเบียนไว้ ก็เป็นอันไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีก ในขณะที่ประกอบธุรกิจเจ้าของคนเดียวและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ต้องรับผิดในจำนวนหนี้ที่มีต่อบุคคลภายนอกไม่จำกัดจำนวน

ในทางภาษีอากรนั้น อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลก็เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจด้วย กล่าวคือ หากการประกอบธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดายังมีเงินได้สุทธิไม่เกินกว่าสี่ล้านบาท จะยังเสียภาษีในอัตราไม่เกิน 30% และหากมีเงินได้สุทธิเกินกว่าสี่ล้านบาทต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 37% ซึ่งเท่ากับการเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งจำนวนกำไรและอัตราภาษีเป็นจุดตัดที่บอกว่า สมควรเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้แล้ว เพื่อขยายกิจการและสร้างความมีมาตรฐานให้เพิ่มยิ่งขึ้นไป ในอันที่จะพัฒนาธุรกิจให้ก้าวไกลด้วยความเป็นมืออาชีพ และหากทำกำไรได้เช่นนั้น การพัฒนาให้เติบโตอย่างรวดเร็วและสูงกว่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วครับ ความสำเร็จในอาชีพ ความมั่งคั่งมั่นคงก็จักบังเกิดขึ้นอย่างถาวรจนนิรันดร์.

โดย : สุเทพ พงษ์พิทักษ์

ที่มา : เดลินิวส์

 

Login Form






ลืมรหัสผ่าน?